Category Archives: เรียนภาษาอังกฤษกับ English 360 องศา

ความแตกต่างระหว่าง Despite และ In Spite Of

Despite และ In Spite Of

# despite และ in spite of แปลว่าอะไร??

คำว่า despite และ in spite of ใช้ในประโยคที่แสดงความขัดแย้ง แปลว่า “ทั้งๆที่, แม้ว่า, ถึงแม้” ไปดูตัวอย่างกันค่ะ

despite กับ in spite of สองคำนี้ต้องตามหลังด้วยคำนาม, นามวลี หรือสรรพนามเท่านั้นนะคะ ถ้าต้องตามด้วยคำกริยาก็จัดการเปลี่ยนกริยานั้นๆ ให้เป็น gerund หรือก็คือ กริยาที่เติม ing นั่นเองค่ะ ห้ามตามหลัง despite และ in spite of ด้วยประโยคนะคะ เช่น

  • Despite its difficulty, I pass the exam.
    ทั้งๆที่ข้อสอบยาก ฉันก็สอบผ่าน
  • In spite of always being honest, she never trusts me.
    ทั้งที่ซื่อสัตย์มาตลอด แต่เธอก็ไม่เคยเชื่อใจผมเลย
  • It’s raining outside. In spite of this, we go to the party.
    ข้างนอกฝนกำลังตกเลย แต่ถึงแม้ฝนจะตก เราก็ไปงานปาร์ตี้

** สังเกตดีๆนะคะ its difficulty กับ always being honest เป็น นามวลี (Noun Phrase) ค่ะ ไม่ใช่ประโยค และ despite กับ in spite of ใช้แทนกันได้นะคะ เลือกใช้ตัวไหนก็ได้ตามความถนัดเลยค่ะ ^^

*** เพิ่มเติมนิดนึงค่ะ ยังมีอีกสองคำที่มีความหมายเหมือนกับ despite และ in spite of ซึ่งก็คือ although และ though ค่ะ
แต่มีความแตกต่างกันเล็กน้อยตรงที่ although และ though ต้องตามด้วยประโยคค่ะ เช่น Continue reading

ความหมายของ Suppose

ความหมายของ Suppose

มาดูกันใช้คำว่า suppose กันหน่อยดีกว่ามั๊ยคะ ^^

suppose ปกติเป็นคำกริยา แปลว่า “นึก, ทึกทักเอา, คาดว่า, เชื่อว่า”  รูปแบบการใช้คำว่า suppose มีหลายแบบด้วยกัน

# แบบแรก ใช้ในรูปกริยาปกติธรรมดา แปลว่า คาดว่า, เชื่อว่า ตามความหมายข้างบนนั่นแหละค่ะ โครงสร้างประโยคส่วนมากจะเป็นแบบนี้ค่ะ

Subject + suppose + (that) + clause

เช่น

  • I suppose that we could afford the new car.
    ฉันคาดว่าเรามีเงินพอจะซื้อรถคันใหม่ได้
  • I suppose he will not come today.
    ฉันว่านะเขาคงไม่มาหรอกวันนี้

# แบบที่สอง มีตัวช่วยเพิ่มมาอีกนิดหน่อยคือ verb to be ค่ะ โครงสร้างเป็นแบบนี้

Subject + V. to be + supposed to + verb

** สังเกตนะคะว่า supposed เติม -ed ด้วย

เมื่อ suppose มันมีรูปร่างหน้าตาเป็นแบบนี้ จะแปลว่า “จำเป็นต้องทำ, สมควรต้องทำ” สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น Continue reading

Passive Voice ในภาษาอังกฤษ

Passive Voice ในภาษาอังกฤษ

# “เราจะยิงลูกธนูได้ ก็ต่อเมื่อเราดึงมันไปข้างหลัง เช่นเดียวกัน เมื่อชีวิตฉุดรั้งคุณให้ถอยกลับหลังด้วยกับอุปสรรคต่างๆนาๆ ก็แค่ให้เราคิดว่ามันกำลังจะปล่อยคุณให้พุ่งไปสู่สิ่งที่ยิ่งใหญ่”

** ขอพูดถึงไวยากรณ์ก่อนนิดนึงนะคะ ^^   สังเกตประโยคนี้นะคะ

  • An arrow can only be shot…

ประโยคนี้เป็นประโยค passive voice ซึ่งก็คือโครงสร้างประโยคที่ประธานเป็นผู้ถูกกระทำ ในภาษาอังกฤษมีการใช้ passive voice บ่อยมากๆเหมือนกัน ในประโยคนี้เราต้องการเน้นให้ลูกธนูเป็นประธาน และลูกธนูจะต้องถูกยิง เพราะมันยิงตัวมันเองไม่ได้ ฉะนั้นเราจะต้องให้มันอยู่ในรูปของ passive voice ค่ะ

ปกติแล้วโครงสร้างของ passive voice โดยทั่วไปก็คือ  Verb to be + V ช่องที่ 3

แต่ในประโยคนี้ใช้ กริยาช่วย (Modal verb) can  โครงสร้าง passive voice ของประโยคที่มี modal verb คือ  Modal verb + be + V ช่อง 3
ประโยคนี้เลยออกมาเป็น

  • An arrow can only be shot…

** อ้อ !! จำไว้นิดนึงค่ะ รูปร่างหน้าตาของประโยค passive voice ในแต่ละ tense นั้น มีความแตกต่างกันไปตามโครงสร้างเดิมของ tense นั้นๆนะคะ
——————–
*** ชีวิตคนเราอาจไม่ได้เดินไปข้างหน้าตลอดเวลา อาจมีบางคราวที่จำเป็นต้องหยุดนิ่งหรือหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องถอยกลับมา แต่บททดสอบเหล่านั้นอาจกำลังบอกคุณว่าอีกไม่นานสิ่งดีๆกำลังจะเข้ามาในชีวิต คุณก็ได้ ขอเพียงเราอดทน ไม่ย่อท้อ หมดกำลังใจไปเสียก่อน ดังคำกล่าวที่ว่า
“ฟ้าหลังฝน ย่อมสวยงามเสมอ”  หรือมีคำกล่าวในภาษาอังกฤษบอกไว้ว่า

  • Every cloud has a silver lining.
    อาจมีลำแสงสีเงินคอยส่องประกายอยู่ในเงาเมฆที่มืดดำก็ได้

เป็นกำลังใจให้ทุกชีวิตผ่านพ้นบททดสอบนะคะ ^^

คำที่มักใช้สับสน : Affect Vs Effect

คำที่มักใช้สับสน Affect Vs Effect

Affect Vs Effect

สองคำนี้เป็นคำที่ชวนสับสนเป็นอันดับต้นๆเลยก็ว่าได้ ความหมายคล้ายกันแต่ที่ต่างก็คือหน้าที่ของคำ (อีกแล้ว) ซึง Affect จะใช้เป็นคำกริยาแปลว่า “ส่งผลกระทบ” และ Effect แปลว่า “ผลกระทบ” จะใช้เป็นคำนามค่ะ เช่น

  • This problem affects our relationship.
    ปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของเรา
  • The destruction of the ozone layer affects the environment.
    การทำลายชั้นโอโซนส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม
  • Your advice will have no effect on them.
    คำแนะนำของคุณจะไม่มีผลกระทบต่อพวกเขาเลย
  • The storm had an effect on their crops.
    พายุมีผลกระทบต่อพืชผลของพวกเขา

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

คำที่มักใช้สับสน : Success Vs Succeed

คำที่มักใช้สับสน Success Vs Succeed

Success Vs Succeed

ศัพท์บางคำก็พาเราสับสนและมักใช้ผิดกันบ่อย มาเช็คความเข้าใจของเรากันหน่อยดีกว่ามั๊ยคะ ^^

คำว่า success ตัวแรกแปลว่า “ความสำเร็จ” เป็นคำนาม (Noun) ค่ะ เวลาใช้ในประโยคก็ให้ใช้อย่างคำนามนะคะ เช่น

  • His parents are proud of his success.
    พ่อแม่ของเขาภาคภูมิใจในความสำเร็จของเขา
  • The film “Pee Mak Pra Kanong” was a huge success.
    ภาพยนตร์เรื่อง “พี่มาก พระโขง” ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล

แต่คำว่า succeed เป็นคำกริยา (verb) ค่ะ แปลว่า “ทำสำเร็จ, ประสบความสำเร็จ” ค่ะ เช่น

  • He succeeds.
    เขาประสบความสำเร็จ

** ประสบความสำเร็จเรื่องอะไรก็ให้ใช้บุพบท (preposition) in นะคะ เช่น

  • They succeeded in their first attempt.
    พวกเขาประสบความสำเร็จในความพยายามครั้งแรก
  • He succeeds in his work.
    เขาประสบความสำเร็จในการทำงาน

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

คำที่มักใช้สับสน : Advice Vs Advise

คำที่มักใช้สับสน Advice Vs Advise

Advice Vs Advise

สองคำนี้แปลคล้ายๆกันว่า “แนะนำ” แต่ต่างกันที่หน้าที่ของคำค่ะ Advice ทำหน้าที่เป็น คำนาม ส่วน Advise ทำหน้าที่เป็นคำกริยาค่ะ ดูตัวอย่างกันค่ะ

  • Thank you for your advice.
    ขอบคุณสำหรับคำแนะนำของคุณ
  • I’m sure that he can advise you where to stay.
    ฉันแน่ใจว่าเขาจะให้คำแนะนำคุณได้ว่าจะไปพักที่ไหน

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

คำว่า else ใช้ยังไง??

คำว่า else ใช้ยังไง??

คำว่า else ใช้ยังไง??

คำว่า else ปกติจะแปลว่า “อื่นๆ, อย่างอื่น” เรามักจะเห็นคำว่า else เนี่ย ตามหลังคำประเภท

  • anything = anything else
  • anyone = anyone else
  • something = something else
  • someone = someone else
  • nothing = nothing else
  • no one = no one else

โดยจะแปลว่า คนอื่น, สิ่งอื่น, ใครอื่น, ใครก็ตาม ซึ่งใช้เป็นสรรพนามแทนคน สัตว์ หรือสิ่งของโดยที่ไม่เจาะจงว่ามันเป็นอะไรนะคะ เช่น Continue reading

สำนวนน่ารู้ : safe and sound

สำนวน safe and sound

# สำนวนน่ารู้ : safe and sound

ถ้าเกิดคุณได้รับข้อความจากเพื่อนฝรั่งของคุณว่าเค้ากลับมาจากไปเที่ยวทะเลแล้วนะ แล้วต่อท้ายว่า I arrived home safe and sound คุณก็พอเข้าใจได้ว่าเขากลับมาบ้านแล้ว แต่ไอ้คำว่า safe and sound นี่สิ มันเกี่ยวกันยังไง?? ปลอดภัย กับ เสียงเนี่ยยยย มันมาเกี่ยวกันตรงไหนหรือ?? @_@…

จริงๆแล้วมันเป็นสำนวนค่ะ แปลว่า “ปลอดภัยหรือโดยสวัสดิภาพ” นะคะ เรามักจะพูดสำนวนนี้เวลากลับจากเดินทางหรืออวยพรให้ใครเดินทางโดยสวัสดิภาพ อะไรประมาณนี้ ^^
ความหมายอีกอย่างหนึ่งของคำว่า sound ก็คือ สมบูรณ์, แข็งแรง, อยู่ในสภาพดี ซึ่งพอเอาไปแปลรวมๆกับ safe มันเลยออกมาประมาณว่า โดยปลอดภัยหายห่วง ไม่บุบสลายไงล่ะคะ ^^

มาดูตัวอย่างประโยคกันค่ะ >>>>

  • The children arrived home safe and sound.
    เด็กๆกลับมาบ้านโดยสวัสดิภาพ
  • Call me when you get there, so I know you are safe and sound.
    พอไปถึงแล้วช่วยโทรบอกด้วยนะ ผมจะได้รู้ว่าคุณถึงที่นั่นแล้วโดยสวัสดิภาพ
  • The plane landed safe and sound.
    เครื่องบินลงจอดอย่างปลอดภัย
  • I got back here safe and sound.
    ฉันมาถึงที่นี่อย่างปลอดภัย

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

การใช้ Reflexive Pronoun

การใช้ Reflexive Pronoun

# reflexive pronoun

คำว่า reflexive หมายถึง สะท้อนกลับ ฉะนั้น reflexive pronoun จึงหมายถึง คำสรรพนามที่สะท้อนกลับนั่นเอง แล้วมันสะท้อนกลับไปไหนล่ะ?? มันก็สะท้อนกลับไปหาตัวประธานนั่นเอง งงมั๊ย?? ลองมาดูตัวอย่างกันค่ะ

อ้อ !! หน้าตาของ reflexive pronouns ก็อย่างเช่นคำพวก myself, yourself, itself, herself, himself, ourselves, themselves (สองอันหลังนี่เป็นพหูพจน์ค่า)

reflexive pronouns ใช้ยังไงได้บ้าง??

** ใช้เป็นกรรมของประโยค เมื่อประธานและกรรมเป็นบุคคลเดียวกัน ย้ำนะคะ!! ว่าต้องเป็นคนๆเดียวกัน เช่น

  • I see myself in a mirror.
    ฉันเห็นตัวเองในกระจก

แต่ถ้าเป็น I see herself in a mirror.  อันนี้ผิดค่ะ เพราะ ตัวประธาน I กับ herself นั้นเป็นคนละคนกัน ง่ายๆคือมันไม่สะท้อนกลับไปหาตัวประธานนั่นเอง (มันไปสะท้อนหาใครก็ไม่รู้!! ^^)

  • She killed herself. เธอฆ่าตัวตาย
  • John bought himself a book. (มี himself เป็นกรรมรองและ book เป็นกรรมตรง)
  • I cut myself. ฉันทำมีดบาดตัวเอง

** ใช้เน้นว่าประธานเป็นผู้กระทำกริยานั้นๆด้วยตัวเอง จะวางไว้ติดกับประธานหรือวางไว้ท้ายประโยคก็ได้ เช่น

  • I myself unlocked the door. ฉันไขประตูด้วยตัวฉันเอง  เพื่อเน้นว่าฉันเป็นคนไขประตูเองเลยนะ ไม่ใช่คนอื่น
  • They themselves wrote the essay. พวกเขาเขียนเรียงความด้วยตัวของพวกเขาเอง (essay เขียนเรียงความ)
  • He drove that car himself. เขาขับรถคันนั้นด้วยตัวเอง
  • I did it myself.  ฉันทำด้วยตัวเอง

** ใช้ในความหมายว่า “ทำตามลำพังด้วยตัวเอง” มักตามหลัง by เช่น

  • She likes to work by herself.
    เธอชอบทำงานตามลำพังของเธอเอง
  • My uncle lives by himself.
    ลุงของฉันอยู่ตามลำพัง
  • They built their house by themselves.
    พวกเขาต่างสร้างบ้านด้วยตัวเอง
  • He went to the theater by himself.
    เขาไปโรงภาพยนตร์ด้วยตัวเองลำพัง
  • he can swim by himself.
    เขาสามารถว่ายน้ำด้วยตัวเอง (โดยลำพัง) ได้

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา

สำนวนน่ารู้ : run out (of something)

สำนวน run out (of something)

# สำนวน run out (of something)

สำนวนนี้ หมายถึง “หมด, ขาดแคลน, ไม่มีเหลืออยู่”  มาดูตัวอย่างประโยคกันค่ะ ^^

  • We are going to run out of fuel soon.
    น้ำมันพวกเรากำลังจะหมดในไม่ช้า
  • My pen has run out of ink! Can I borrow your pen?
    ปากกาของฉันหมึกหมด ขอยืมปากกาของเธอได้มั๊ย?
  • The world never runs out of war.
    โลกไม่เคยปราศจากสงคราม
  • Strength will happen when you run out of weakness.
    ความเข้มแข็งจะเกิดเขึ้นเมื่อความอ่อนแอของคุณหมดไป

** ส่งท้ายกันด้วยประโยคนี้ค่ะ

  • LOVE usually happens when we run out of HATE.
    “ความรัก” มักเกิดขึ้นเมื่อ “ความชัง” นั้นหมดไปนะคะ ^^

…อย่าลืมติดตามกันได้ในเพจ English 360 องศา